เมื่อไม่นานมานี้เพิ่งได้ไปอ่านเรื่องดี ๆ ที่พี่หยก DemonYok เอามาโพสใน Gconแล้วชอบมาก จึงเอามาให้อ่านกันบ้างเนื่องจากบลอคนี้เพิ่งเปิดอย่างแท้จริง ผมจะไม่พูดว่าเอามาให้เพื่อน ๆ ได้อ่านกัน เพราะคงไม่มีใครเข้ามาดูอยู่แล้ว = ="
ในบอร์ดจำนวนคนอ่านเรื่องนี้น้อยมาก ดูทุก ๆ คนจะไม่ค่อยสนใจเรื่องที่มีสาระสักเท่าไหร่ จึงอยากให้คนที่หลงเข้ามาอ่านในนี้ได้อ่านไว้นะครับ ^^
1.ในตอนจบวัน
ผมมีประสบการณ์หาแพทย์ที่เพิ่งจบใหม่หลายครั้ง พบว่าบางทีค่ารักษากับหมอใหม่แพงกว่าหมอที่มีประสบการณ์ยาวนาน ทั้งที่ขัดกับหลักตรรกที่ว่า หมอที่ทำงานยาวนานน่าจะคิดค่ารักษาแพงกว่า เหตุผลก็เพราะว่า หมอจบใหม่บางคนเกิดอาการเกร็ง อาจเกิดความกลัววูบขึ้นมาว่า จะเกิดอะไรขึ้นหากวินิจฉัยโรคพลาด?
เมื่อเกร็งก็เกิดความไม่แน่ใจ เพื่อความปลอดภัยต่ออาชีพของตนก็สั่งให้มีการทดสอบในห้องแล็บเพิ่มอีกหลายรายการ ยกตัวอย่างเช่นเมื่อคนไข้ท้องเสีย ก็สั่งตรวจดูว่าเกิดจากเชื้อโรคชนิดใด ทั้งที่คนไข้บอกว่าไม่ได้กินอาหารสกปรกอย่างแน่นอน ผลตรวจที่ออกมาสรุปว่าท้องเสียไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค หากจากความเครียด เมื่อรวมค่าตัวของหมอใหม่ (ซึ่งไม่สูงนัก) กับค่าตรวจในแล็บและอื่นๆ รวมๆ แล้วก็มากกว่าที่คนไข้ควรจ่ายเมื่อรักษากับหมอที่มีประสบการณ์กว่า
ครั้งหนึ่งผมเกิดอาการปวดหัวตึบๆ หมอใหม่ก็จัดการส่งผมไปสแกนสมอง ทั้งที่ผมรู้ว่าไม่เป็นอะไรมาก เพื่อความชัวร์ หมอว่า
เมื่อเห็นใบเสร็จ ผมก็เกิดอาการปวดหัวกว่าเดิม
เพื่อนสถาปนิก-ผู้รับเหมาคนหนึ่งบอกผมว่า ในงานทุกชิ้นของเขา จะเจาะจงใช้แต่ช่างชั้นหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช้ มือใหม่หัดขับ เลย ทั้งที่ค่าแรงช่างเก่าแพงกว่า 2-3 เท่า
ทำไม? ผมถาม
เขายกตัวอย่างงานปูน ช่างปูนที่เพิ่งทำงานไม่นานค่าแรงต่อวันถูกมาก แต่เนื่องจากยังอ่อนประสบการณ์ จึงใช้ปูนซิเมนต์เปลืองมาก ทุกครั้งที่ตักปูนมาก่อกำแพงหรือฉาบ ปูนมักหล่นเรี่ยราด ส่วนที่ตักเกินมาก็ปาดทิ้ง กว่าจะจบงานหนึ่งชิ้น ต้องเสียปูนไปเกินจำเป็น ขณะที่ช่างที่เชี่ยวชาญใช้ปูนเท่าที่จำเป็นเพราะแม่นงานกว่า เมื่อคิดรวมดูแล้ว ใช้ช่างเชี่ยวชาญถูกกว่าและได้งานที่ดีกว่า
ในช่วงชีวิตของเรา ต้องพบกับการตัดสินเลือกของสองอย่างที่เลือกยาก ส่วนมากมักมีเรื่องเงินทองมาเกี่ยว
คนส่วนมากเมื่อเจอกับการตัดสินใจดังกล่าวมักหนีไม่ค่อยพ้นสัจธรรมของ เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย
ยกตัวอย่างเช่นเมื่อไปสมัครงานสองบริษัทและได้งานทั้งสองแห่ง แห่งหนึ่งให้เงินเดือนสูง แต่งานจำเจ อีกแห่งหนึ่งเงินเดือนต่ำกว่ามาก แต่งานท้าทาย
หลายคนเลือกเงินเดือนสูงไว้ก่อน เพราะมันทำให้รู้สึกว่ามีคนเห็นคุณค่าของเรามากพอที่ยอมจ่ายมากๆ
ในชีวิตของเรายังมีอีกหลายเรื่องที่เราต้องตัดสินใจเลือกไปทางซ้ายหรือทางขวา และเป็นการเลือกที่ยากเอาการ
จะเรียนคณะวิชาที่ทำเงินหรือคณะวิชาที่ชอบ? จะเลือกงานที่ให้เงินเดือนมากหรือเงินเดือนน้อย? จะเลือกผู้หญิงที่ความสวยหรือความเก่ง? ฯลฯ
ฝรั่งมีวลีหนึ่งที่ว่า at the end of the day หมายถึง การวัดผลในตอนจบวัน เป็นการใช้ชีวิตโดยการมองภาพรวม
จะลงทุนมากหรือน้อย จะทำงานใหญ่หรือเล็ก ไม่สำคัญเท่ากับว่า ในตอนจบวัน คุณเหลือเงินในกระเป๋าสตางค์เท่าไร
แม่ค้าขายขนมครกที่ทำงานไปเรื่อยๆ ตลอดวันเมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้ว อาจจะมีเงินในกระเป๋ามากกว่าเจ้าของร้านอาหารติดแอร์ฯ ที่ถึงแม้รายได้ต่อวันจะสูงกว่ามาก แต่ค่าโสหุ้ยก็สูงเช่นกัน
บางทีเมื่อวัดกันที่ ในตอนจบวัน อาจทำให้เราตัดสินใจหลายๆ เรื่องได้ง่ายขึ้น
ในตอนจบวัน แฟนคุณช่วยคุณสร้างเงินหรือถลุงเงิน? ในตอนจบวัน คุณเก่งกว่าเดิมหรือเปล่า? ในตอนจบวัน คุณมีความสุขมากกว่าความทุกข์หรือไม่?
และในตอนจบวัน คุณรู้สึกว่าชีวิตในวันนั้นสูญเปล่าหรือไม่?
credit
วินทร์ เลียววาริณ
20 เมษายน 2550
คมคำคนคม
Destiny is no matter of chance. It is a matter of choice. It is not a thing to be waited for, it is a thing to be achieved.
ชะตากรรมไม่ใช่เรื่องของโอกาส มันเป็นเรื่องของการเลือก มันไม่ใช่สิ่งที่ต้องรอคอย หากเป็นสิ่งที่ต้องทำงานได้มา
William Jennings Bryan
วิลเลียม เจนนิงส์ ไบรอัน
(1860 - 1925)
2.สิ่งที่เรามีเหลืออยู่
เมื่อ ไคล เมย์นาร์ด อยู่ในท้องแม่นั้น หมอตรวจอัลตราซาวน์บอกว่าไม่พบขาของเขา แต่เมื่อดูอย่างละเอียดอีกที ก็พบว่ามีติ่งเล็กๆ ที่น่าจะเป็นขา
เมื่อไคลเกิดมา เขามี ขา เล็กๆ ผิดสัดส่วนงอกที่ปลายตะโพก เขาไม่มีมือ แขนทั้งสองยาวแค่ครึ่งเดียว แต่ทารกน้อยดูปกติ น่ารักเหมือนเด็กทั่วไป ทำตัวทุกอย่างเหมือนทารกอื่นๆ คลาน เล่นกับของเล่น ร้องไห้ หัวเราะ
ไคลมีน้องสาวสามคน แต่ไม่รู้สึกว่าตนเองแตกต่าง เล่นซ่อนหา เล่นน้ำด้วยกันอย่างมีความสุข เขาเป็นเด็กที่มีความสุข
ไคลต้องสวมแขนขาเทียมแต่เล็ก เขาไม่ชอบมันเลย เพราะทำให้เขาเล่นไม่สะดวก เขาขอให้แม่ถอดแขนขาเทียมของเขาออก เพราะมันทำให้เขาเคลื่อนไม่สะดวกและอึดอัด แม่ก็ยอมเขาตามนั้น
โดยที่ไม่มีแขนขาเทียม ไคลก็ปรับตัวโดยธรรมชาติ เขาเรียนรู้วาดรูป คัดลายมือ ฯลฯ พร้อมกับเพื่อนๆ ทั้งหมดกระทำโดยการใช้ปลายแขน
เมื่อถึงเวลากินอาหาร พ่อใจแข็งไม่ยอมป้อนอาหารให้เขา บอกว่า หากไม่ลงแรงกินเอง ก็ให้อดตายไป และไคลก็ทำได้โดยคีบช้อนไว้ด้วยปลายแขน
ครั้งหนึ่งเขาบอกว่าอยากเล่น โรลเลอร์ โคสเตอร์ แต่เจ้าหน้าที่ไม่ยอม ใครจะกล้าปล่อยให้คนที่นั่งรถเข็น ไม่มีแขนขา ขึ้นเล่นรถรางไถล?
แต่พวกเขายังไม่รู้จักไคล!
ไคลไม่เคยคิดว่าตัวเองพิการ นอกจากเขาจะไม่ยอมนั่งเฉยๆ ในรถเข็นแล้ว ยังชอบเล่นกีฬาหนักๆ ด้วย
ไคลเรียนเล่นฟุตบอลเมื่ออายุสิบเอ็ด เขาเล่นจริงๆ โดยสวมถุงเท้า เนื่องจากเขาสวมรองเท้าปกติไม่ได้
เมื่อเขาบอกว่าจะเล่นมวยปล้ำนั้น หลายคนนึกหัวเราะในใจ
ครูสอนมวยปล้ำรับปากจะสอนให้ แต่บอกว่าจะไม่เห็นแก่หน้าเขาเพียงเพราะว่าเขาเป็นคนพิการ ไคลตกลง
แรกๆ ที่เล่นมวยปล้ำ เขาพ่ายแพ้ตลอด แต่ไม่ยอมเลิก เขาเรียนรู้เทคนิคใหม่มวยปล้ำใหม่ๆ ที่เหมาะกับสรีระของเขา
แล้วเขาก็เริ่มชนะบ้าง เขาไม่ปรานีใครในสังเวียนมวยปล้ำ คนที่คิดว่าจะโค่นคนพิการได้ง่ายๆ นั้นต้องกลับไปคิดใหม่เสมอ
นอกจากเล่นมวยปล้ำแล้ว เขายังเคยได้รับตำแหน่งวัยรุ่นที่แข็งแรงที่สุด โดยการเล่นยกน้ำหนัก 240 ปอนด์
เขาใช้ชีวิตเช่นคนปกติ หรืออาจจะมากกว่าคนปกติอีกนับล้านๆ คนในโลกภายนอก เขาเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย สามารถพิมพ์ดีดเร็ว 50 คำต่อนาที โดยใช้ปลายแขน
เขามองโลกในแง่ดี มองว่าทุกอย่างเป็นไปได้เสมอ
โลกเรามีคนพิการทางกายภาพหลายล้านคน แต่คนพิการทางใจอาจมีมากกว่า
หลายคนตัดสินใจทันทีว่า หลายอย่างในชีวิตเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เมื่อไม่มีขาก็ต้องนั่งเก้าอี้เข็นไปตลอดชีวิต เมื่อไม่มีตา ก็ต้องมองไม่เห็นไปตลอดชีวิต เมื่ออกหัก ก็ต้อง ล้มตลอดไป ฯลฯ
ไคลบอกว่า คนทั่วไปมักคิดว่าผมมีชีวิตที่ไม่ดี... ผมมีครอบครัวที่สวยงามที่รักผม ทุกคนต้องดิ้นรนทั้งนั้น เพียงแต่ว่าการดิ้นรนของผมอาจเห็นชัดเจนกว่า ก็เท่านั้น
เขาเป็นคนพิเศษอย่างยิ่งตรงที่เขาพยายามทำตัวเป็นคนธรรมดา
บางครั้งในการกระทำเรื่องธรรมดา ต้องอาศัยความพิเศษอย่างยิ่ง
แน่ละ ไคลเกิดมาไม่ครบสามสิบสอง แต่จะว่าไปแล้ว เราทุกคนก็เกิดมาไม่ครบสามสิบสอง บางคนทางกายภาพ บางคนทางจิตใจ
หลายคนบ่นในโชคชะตา ชาติกำเนิดของตนเอง และโทษทุกอย่างรอบตัว ไม่เคยพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่
แต่เมื่อมองดีๆ ลองเทียบกับคนอื่นๆ เราจะพบว่ามีคนที่มีน้อยกว่าเราเสมอ
ขอเพียงเราเลิกบ่น และทำให้เต็มที่กับสิ่งที่เรามี เราอาจสร้างสรรรค์สิ่งดีงามได้มากกว่าคนที่พร้อมกว่า หรือมีครบทุกสิ่ง
บ่อยครั้งสิ่งที่เราที่เรามีเหลืออยู่สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้มากกว่าคนที่มีครบทุกอย่าง แต่ไม่ทำอะไร
(พิมพ์ครั้งแรก เปรียว 2550)
วินทร์ เลียววาริณ
15 เมษายน 2550
จบแหล้ว ~
จ้าอัพบล็อค !!!